บ้านเจ้าของบล็อกเป็นตึกแถวอยู่ในซอยค่ะ
เนื่องจากสองฝั่งซอยถูกใช้เป็นที่จอดรถ
ทางเดินรถเข้าออกจึงมีเพียงเลนเดียว
เจ้าของบล็อกกับเจ้าของรถคันอื่นๆในซอยก็เลยต้องกระเสือกกระสนกันไป

เมื่อเช้าตั้งท่าจะขับรถออกจากบ้าน
ก่อนหักรถออกมาจากหน้าบ้านก็ดูแล้วว่าข้างหน้าข้างหลังโล่งโจ้งไม่มีรถ
กำลังคิดว่าโชคดีจัง รีบหักรถออก ลงไปเอาไม่กั้นหน้าบ้านลง
แต่พอกลับขึ้นรถ ข้างหน้าก็มีรถวิ่งออกมาจากซอยซะแล้ว
ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้ปากซอยก็เลยคิดในใจว่า
"เอาวะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวถอยหลังออกจากซอยก็ได้"
เงยขึ้นไปมองกระจกหลัง อ้าวเวร กะบะมันเข้าซอยมาแล้ว
แถมขับอย่างเร็วมาจี้ตูดกูซะงั้น
เหลือบสายตาลงมาข้างหน้าอีกที
อ้าวเฮ้ย ไอ้โตโยต้าแม่งก็เร่งเข้ามาติดข้างหน้าแล้วเหมือนกัน
กลายเป็นสถานการณ์สามคันติดแหงก
หนึ่งคันมุ่งหน้าออกจากซอย อีกสองคันมุ่งหน้าเข้าซอย
ด้วยความที่เราเป็นคันตรงกลาง ก็ขอรอเนียนตามคันไหนก็ได้ที่ยอมถอยก่อนละกัน

ปรากฏไม่มีคนไหนยอมถอยว่ะค่ะ

ห้านาทีผ่านไป ก็ยังไม่ถอย

เอางั้นเลยรึเพ่!!!
ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่ถอยว่ะค่ะ
เรื่องจบลงที่กะบะคันสุดท้ายหักเข้าไปแอบหน้าบ้านที่ไม่มีรถ
เราก็เลยถอยหลังออกมาจากซอยโดยมีโตโยต้าคันข้างหน้าเร่งตาม
ในจังหวะที่ขับผ่านกัน คนขับทั้งสามคันก็มองหน้ากันด้วยสายตาก่นด่า
แล้วก็จากไป

ขอบอกแบบไม่แอ๊บแบ๊ว เจอเรื่องแบบนี้อารมณ์เสียเหมือนกันนะ
ถ้าโตโยต้าไม่เร่งออกมา
แอบหักหลบตรงระหว่างทางให้เราเข้าซอยไปกลับรถ
หรือเว้นที่ตรงระหว่างทางให้เราหักหลบให้ทาง
ต่างคนก็จะต่างไปได้
ถ้ารถกะบะไม่เร่งเข้ามา
จอดพักนึดนึงตรงเวิ้งหน้าปากซอย
เราก็จะถอยออกไปพร้อมกับโตโยต้าได้
ต่างคนก็จะต่างไม่เสียเวลา
ทำไมล่ะทำไม ทำม๊ายยยย ทำไมถึงทำกัน?

แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ค่ะ ประเด็นที่จะเขียนอยู่ที่ตอนเย็นฉันขับรถกลับบ้าน
เหมือนฟ้าจะดลบันดาลอะไรซักอย่าง
เจอเหตุการณ์เหมือนเมื่อเช้าเลยเว้ยเฮ้ย
เพียงแต่ว่าฉันโชคดีกว่าได้หักหลบเข้าจอดหน้าบ้านเสียก่อน
ก็เหลือเพียงมาสด้า แท็กซี่ และกะบะเผชิญชะตากรรมกันเอาเอง
ด้วยความอยากรู้ว่าชาวบ้านชาวช่องเขาแก้ปัญหากันอย่างไร
ก็เลยแอบทำเนียนเก็บของในรถไปดูไป
ปรากฏว่าพวกเขาก็เหมือนฉันแล
ต่างคนต่างมองหน้ากันด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
แต่ไม่มีการถอยรถแต่อย่างใด
ผ่านไป 3 นาที รถคันสุดท้ายที่อยู่ด้านปากซอยจึงยอมถอยออกไปหักหลบ
คันตรงกลางต้องถอยตามไปหลบเช่นกัน
และคันด้านในสุดก็ขับรถออกซอยไป
เช่นเดียวกับกรณีของฉัน คนขับทั้งสามคันก็ผลัดกันจ้องหน้าในจังหวะที่ขับผ่าน
ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป

เหตุการณ์ทุกอย่างช่างเหมือนกับกรณีของฉันทุกประการ
เหมือนกันจนน่าทึ่ง
เหมือนกันจนฉันสงสัยว่า
หรือนี่คือสิ่งที่ทุกคนเขาทำกัน?
หรือนี่จะเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอและต้องผ่าน?
หรือนี่เป็นสิ่งเคยชินที่ทุกคนทำกันเหมือนกับการทักทายกันตอนเช้า?
หรือว่าจริงๆแล้วฉันมันก็แค่ทำเป็นอินโนเซ้นไปเองที่รับไม่ด๊ายรับไม่ได้กับความไร้น้ำใจ?
หรือฉันควรจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนขับรถจะคิดว่าคนอื่นต้องถอยให้ตัวเอง?
หรือฉันควรจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาเกิดกรณีนี้ขึ้นต้องส่งสายตาก่นด่าให้อีกฝ่าย?
หรือฉันควรจะเข้าใจว่าการแยกย้ายต่างฝ่ายต่างไปหลังจบเรื่องก็เป็นเรื่องธรรมดา?

ของพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างงั้นเหรอคะ?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

sad smile

#1 By adrenaline_junkie72 on 2007-12-18 21:28

เรื่องนี้คุยกันไม่จบจริงๆครับ
แต่ที่แน่ๆอย่างนึงคือ "คนมีน้ำใจให้กันน้อยลง"

หลายๆเรื่อง หลายๆนิสัย เพิ่มน้ำใจเข้าไปนิดนึง
คิดถึงคนอื่นอีกนิดนึง .. เรื่องก็จบล่ะ

นี่ไม่รวมถึงคนที่มีวัฒิภาวะในการขับขี่น้อย
แต่ก็มั่นใจเจ็มที่บนท้องถนนนะครับ

มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาหรอกครับ
แต่ก็ .. ทำใจ -_-'
Hot! นั่นนะสิคะ เรื่องนี่กลายเป็นปัญหาโลกแตก
ในซอยบ้านเราที่กรุงเทพฯอ่ะ ก็เป็น เฮ้อออ sad smile

#3 By bowiemekkO* on 2007-12-18 21:34

เจอบ่อย ต้องวัดใจกันตลอด
ไอ้เราจะพ้นออกจากซอยอยู่แล้ว
พี่ก็จะให้เราถอยให้ได้
คือ กู จะ ไป
แล้วเราให้ถอยออกถนนใหญ่เนี่ยนะ
เออ เอากะมัน
อ้อ อย่าลืม
หงิก ไม่ ขับ
เดี๋ยวจะเหมือนน้องหมูแฮม shoot them up!
ชนมันแม่ง ทั้งป้ายเลย!
เพราะไม่มีใครยอมแพ้...
เพราะต่างฝ่ายต่างถือว่าตัวเองมีธุระรีบเร่ง...
พราะต่างฝ่ายต่างมีทิฐิ...

ปัญหาเลยคาราคาซัง...

ก็เห็นๆอยู่ว่าสุดท้ายมันก็ต้องมีใครสักคนที่ต้องถอยอยู่ดี
แล้วจะนั่งรอให้อีกฝ่ายถอยก่อนหาพระแสงอะไร


บางทีการยอมถอยรถเสียก่อนอาจจะประหยัดเวลามากกว่ามานั่งรอให้อีกฝ่ายถอย



พ่อผมเคยหัวเสียกับเหตุการณ์แบบนี้ เพราะอุตส่าห์ลงไปช่วยบอกให้แต่ละฝ่ายถอยกันไปคนละนิด เพื่อที่จะได้ให้อีกคันวิ่งสวนไปได้ แต่ก็ไม่มีฝ่ายไหนถอยถอยหลบ รถมอเตอร์ไซค์ข้างหลังรถแต่ละฝ่ายก็หัวเสียกันเป็นแถวๆเลย หลังจากที่ทั้งสองคันผ่านไปแล้วเลยเกิดการจับกลุ่มวิจารณ์นินทามันตรงหน้าบ้านผมเนี่ยแหละ ฮ่วย...sad smile

#6 By DeltaDrive on 2007-12-18 23:29

เรื่องไม่ธรรมดาที่ทำกันซะจนธรรมดากันไปหลายๆ คน
ซะแล้วสิค่ะ
น่าแปลกที่หลายคนเคยชินกับความไม่ธรรมดาแบบนี้
จนน่าตกใจนะคะ น่าเศร้าด้วยค่ะ ..

#7 By moodee on 2007-12-18 23:49

บอกให้บริษัทผลิตรถยนต์ตัดเกียร์ถอยหลังออกไปเลยดีก่ามั้ง ไม่ได้ใช้sad smile

#8 By Blood Lust Vampyre (::[o]::) on 2007-12-19 05:02

เหอๆ นี่แหละความจริง

เวลาเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราไม่จ้องหน้าสามนาทีห้านาทีอ่ะ เสียเวลา เราก็จะบีบแตร บอกคันอื่น ว่าทำอะไรซักอย่าง
หรือถ้าเราหลบเองได้ก็จะหลบให้
ถ้าบีบแตรไม่เข้าใจก็จะลงไปคุยเลย
เพราะทำอย่างที่ว่ามันไม่มีใครเหาะหายไปได้
เสียเวลากันหมด น่าเบื่อ

ขับรถมันทำให้นิสัยคนแย่ลงนะ
อีกทีมันก็คือการสะท้อนนิสัยลึกๆออกมามากกว่า

#9 By Asplera on 2007-12-19 11:39

ไม่รู้ธรรมดามั้ย
แต่แถวบ้านมีถนนเลนเดียวที่เกิดเรื่องแบบนี้่อยู่บ่อยๆเหมือนกัน แถมถ้ามีคันอื่นไม่รู้แล้วตามหลังมา เคยเรียงกันติดมันทั้งซอย แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้นครึ่งค่อนชั่วโมงเพราะเลื่อนไม่ได้... sad smile

#10 By มุก on 2007-12-19 20:25

ไม่ได้แวะมานานฝีปากยังคมเหมียนเดิม
ถ้าคิดว่าธรรมดาเราก็เป็นแบบพวกเค้าสิครับ แปลกใจน่ะดีแล้ว Hot!

#12 By Our Sweet Home on 2008-01-10 16:16

เกิด Deadlock ขึ้นเพราะเหตุนี้แหละครับ อย่าว่าแต่บ้านเราเลย ตปท. ก็แบบนี้แหละ ยิ่งจีนนี่ยิ่งกว่านี้อีก เพื่อนบ้านจะขอให้ทำอะไรกระแดะคิดตังด้วยแน่ะ งกมากๆ