[Happy Feet เพนกวินเต้นแทปแดนซ์] [ทางเลือกเพื่อ inconvenient truth]
posted on 24 Nov 2006 18:06 by cadenzato in Perception
ไปดูมาแล้ว ไปดูมาแล้ว ไปดูมาแล้ว
น่ารักโคตร อ๊างค์
เป็นหนังน่ารักๆที่ดูได้เพลินๆค่ะ ของแบบนี้ผู้หญิงและเด็กน่าจะชอบ
ตอนจบก็ให้ข้อคิดดีนะคะ ไม่ใช่ว่าเป็นการ์ตูนไร้สาระซะทีเดียว
ก็เพราะตอนจบนั่นแหละค่ะ เลยทำให้นึกถึงหัวข้อที่อยากเขียนถึง...
ช่วงหลังๆเวลาฉันไปซื้อของมักจะติดนิสัยบอกพนักงานว่า
"ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติกค่ะ"
(เดาว่าอาจเป็นอิทธิพลจากการงาน ฮ่าๆ)
วันนั้นไปเดินกับเพื่อน เพื่อนก็เลยสงสัยว่าทำไม
"มันเป็นพลาสติกน่ะ เป็นมลภาวะ"
แล้วเพื่อนก็ยิงคำถามยอดฮิตออกมาว่า
"แกคิดว่าการที่แกไม่รับอยู่คนเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เหรอ?"
ค่ะ ฉันเจอคำถามนี้บ่อยมากจากทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่
คล้ายๆกับประโยค เช่น
"ปัญหามันไม่ได้มาจากเราแค่ฝ่ายเดียว ทำไปก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้นี่นา"
"มันติดเป็นนิสัยไปแล้วล่ะ มาแก้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว"
ตอบกันตรงๆ ที่พวกเขาพูดมาก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียวหรอก
ถ้าฉันพยายามไม่ใช้ถุงพลาสติกแค่คนเดียวก็คงไม่สามารถทำให้
ปริมาณการใช้งานโดยรวมของทั้งโลกลดลงได้
ฉันไม่ใช้แค่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าโรงงานจะหยุดผลิต
แต่ถ้าฉันไม่ใช้ และอีกหลายๆคนก็ไม่ใช้ และถ้ามีคนเห็นแล้วเอาเป็นแบบอย่าง
ก็จะกลายเป็นมีหลายคนที่ไม่ใช้ จริงไหมคะ?
ฉันมองว่าทั้งหมดนี้มันเป็นทางเลือกอะค่ะ
เวลามีคนยื่นของสิ่งหนึ่งให้ คุณมีสิทธิ์เลือกที่จะรับหรือไม่รับ ใช่ไหมคะ?
ถ้าคุณคิดว่า ถุงสวยน่าเก็บ เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
รับๆไปเหอะสนใจทำไม มลพิษก็ช่างฉันไม่ได้อยู่ถึงวันที่โลกแตกนี่นา
ก็แล้วแต่คุณสิคะ ใครจะไปสามารถบังคับให้คุณไม่รับได้ล่ะ
แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นมลพิษ เต่ากินแล้วตาย
ใช้เวลาตั้ง 200 ปีในการย่อยสลาย กระเป๋าตัวเองก็มีใส่ของได้เหมือนกัน
ก็อย่ารับเลยค่ะ
สิ่งที่บอกให้มนุษย์รู้ว่าเรามีสิทธิเสรีภาพคือ ทางเลือก ค่ะ
คุณมีสิทธิ์เลือกที่จะ ทำ หรือ ไม่ทำ
แต่สิทธิมันไม่ได้มาฟรีค่ะ มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
คิดกันหน่อยนะคะว่าคุณรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือกได้หรือเปล่า
ว่าแล้วก็ถามย้อนซักหน่อย
เคยดูหนังเรื่องAn Inconvenient Truth กันไหมคะ?
เป็นหนังที่ อัล กอร์ ทำขึ้นมาตีแผ่เกี่ยวกับมลภาวะสิ่งแวดล้อมค่ะ
นักวิชาการและนักวิจารณ์หลายคนบอกว่าหนังค่อยไม่เข้มข้น
เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีน้อยเกิน
ดูแล้วเหมือนเป็นการพยายามกลับมาดังของอดีตคู่แข่งจอร์จ บุชมากกว่าจะเป็นหนังสารคดี
ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ฉันว่า มันเป็นหนังที่ค่อนข้างดีทีเดียว
ไอ้เรื่องที่ว่าคนทำนั้นมีความรู้จริงด้านวิทยาศาสตร์มากน้อยแค่ไหน
อันนี้ฉันไม่รู้จริงเหมือนกันค่ะ ไม่อยากตอบ
ฉันแค่คิดว่า เขากำลัง "ส่งข้อความ" ที่น่าสนใจให้คนส่วนใหญ่รับรู้
(คนส่วนใหญ่ในที่นี้คือคนที่มีความรู้วิทยาศาสตร์เพียงพื้นฐาน เช่น ตัวฉัน เป็นต้น ฮ่า)
เรื่องที่เขาพูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่คนรู้กันอยู่แล้วล่ะค่ะ
โลกร้อน มลพิษจากการขุดเจาะน้ำมันหรือเผาถุงพลาสติก ต้นไม้ถูกตัด ฯลฯ
ของแบบนี้พวกเราคงได้เรียนในห้องเรียนกันจนเอียน
หรือได้อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆจนชิน
แต่คงเพราะเอียนหรือชินไงคะ เราเลยเฉยชา
"โอ...แบบนี้ไม่ดีจริงๆเลยนะนี่"
พูดจบก็...แล้วไงคะ? แล้วเราก็นั่งดูมันเกิดขึ้นต่อไปค่ะ
ฉันว่าสิ่งที่ผู้ทำหนังต้องการจะบอกก็คือ
พวกเราล้วนรู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
และพวกเราก็รู้ว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร
หน้ำซ้ำพวกเรายังรู้ด้วยว่าทำยังไงถึงจะกำจัดมันได้
แต่พวกเราก็ยังนิ่งเฉยยอมให้มันเกิด
ตื่นได้แล้ว ลุกขึ้นมาทำอะไรซักที!
ตอนหนังจบเขามีบอกวิธิง่ายๆที่เราสามรถทำได้ในชีวิตประจำวันเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
เช่น ปิดน้ำเวลาแปรงฟัน
ไปซื้อของเอาถุงไปเอง อย่ารับถุงพลาสติก
ใช้รถส่วนตัวให้น้อย ใช้รถสาธารณะ เดิน หรือปั่นจักรยานให้มาก ฯลฯ
ก็อีกนั่นแหละ พวกเราก็เคยอ่านเคยได้ยินกันมาหมดแล้ว
แต่ก็ไม่ทำ
ฉันไม่ได้บอกว่าตื่นเช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนต้องเป็นนักอนุรักษ์
เดินมาทำงาน
ซื้อข้าวเที่ยงห่อใบตอง
จุดเทียนหอมไล่ยุงก่อนนอนแทนการฉีดสเปรย์
บ้า ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้
ฉันแค่อยากจะบอกว่า ของบางอย่าง ถ้ามันไม่ไกลตัวเกินไปนัก
หรือสามารถทำได้โดยไม่เดือดร้อนชีวิตคุณ
ก็ เลือก ที่จะทำกันเถอะ ดีไหมคะ?

#1 By 『才鬼-サイキ-』 on 2006-11-24 19:45